ADVERTISEMENT
Showing posts with label ความได้เปรียบ. Show all posts
Showing posts with label ความได้เปรียบ. Show all posts

Friday, December 30, 2011

ผลิตภาพกับความได้เปรียบในการแข่งขัน





ตารางที่ 1-1 และ 1-2 แสดงและเปรียบเทียบผลิตภาพของแต่ละประเทศ ซึ่งจะสะท้อนให้เราเห็นว่าผลิตภาพมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันและอนาคตของทุกประเทศ ประเทศที่มีผลิตภาพสูงจะมีแนวโน้มที่จะพัฒนาและก้าวหน้าเร็วกว่าประเทศที่ผลิตภาพต่ำกว่า ซึ่งจะมีลักษณะเช่นเดียวกันกับการดำเนินงานของทุกธุรกิจ ที่ต้องพยายามพัฒนาผลิตภาพของตนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์การสามารถดำรงอยู่อย่างยั่งยืน และธำรงรักษาศักยภาพในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า แข่งขันในการเรียนรู้ (A Race to Learn) โดยเราอาจจะกล่าวได้ว่า ผลิตภาพจะเป็นพื้นฐานของความได้เปรียบในการแข่งขันของทุกองค์การ

เราสามารถกล่าวได้ว่า ผลิตภาพเป็นอัตราส่วนระหว่างผลลัพธ์ (Outputs) ที่ได้จากกระบวนการผลิตกับปัจจัยนำเข้า (Inputs) ที่ถูกใช้ไปในการผลิต เช่น เงินทุน วัตถุดิบ แรงงาน ความรู้ เทคโนโลยี และต้นทุนการผลิตอื่น ๆ เพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ในปริมาณและคุณภาพตามที่กำหนด ปกติเราสามารถวัดผลิตภาพจากอัตราส่วนของผลลัพธ์ต่อปัจจัยนำเข้า เช่น จำนวนคน เครื่องจักร และเงินทุน เป็นต้น หรือที่เรียกว่า การวัดผลิตภาพย่อย (Partial Productivity) ซึ่งมักจะมีความเฉพาะเจาะจงตามปัจจัยการผลิตที่นำมาประเมิน อาทิ ผลิตภาพของแรงงาน (Labor Productivity) ผลิตภาพของวัตถุดิบ (Material Productivity) หรือผลิตภาพของเงินทุน (Capital Productivity) เป็นต้น นอกจากนี้เรายังสามารถวัด ผลิตภาพรวมขององค์การ ซึ่งจะแสดงภาพของความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจ เนื่องจากผลิตภาพมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ ในการดำเนินงานขององค์การ ดังนั้นเราสมควรมีความเข้าใจในความหมายของคำต่าง ๆ ได้แก่

1. กำลังการผลิตหรือความสามารถในการดำเนินงาน (Capacity)
เป็นอัตราการผลิตหรือให้บริการสูงสุดของกระบวนการ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในการดำเนินงาน โดยที่ทุก ๆ ธุรกิจจะต้องกำหนดให้กำลังการผลิตของตนอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยกำลังการผลิตต้องไม่มากเกินไป จนทำให้ค่าโสหุ้ย (Overhead) ในการผลิตและการดำเนินงานสูง และไม่น้อยเกินไปจนกระทั่งเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) แก่ธุรกิจ

2. ประสิทธิผล (Effectiveness)
เป็นการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย หรือได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ ซึ่งเราจะวัดจากเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้น เช่น ยอดขาย การเพิ่มส่วนแบ่งตลาด หรือการลดลงของโรคติดต่อ เป็นต้น ซึ่งเราอาจจะกล่าวว่า ประสิทธิผลเป็นความต้องการเบื้องต้นของทุกองค์การ

3. ประสิทธิภาพ (Efficiency)

เป็นการวัดความสามารถในการดำเนินงานให้ถึงเป้าหมาย โดยใช้ทรัพยากร (Resources) และแรงพยายาม (Efforts) อย่างคุ้มค่า ซึ่งจะวัดด้วยอัตราส่วนของผลลัพธ์ (Outputs) ต่อปัจจัยนำเข้า (Inputs) ในการดำเนินงาน การแข่งขันของโลกธุรกิจในปัจจุบัน ทำให้องค์การต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องทำงานของตนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้ตามจำนวนที่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ใช้ปัจจัยการผลิตให้น้อยที่สุด ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้เกิดขึ้นแก่องค์การ

เราจะเห็นว่า ประสิทธิภาพและผลิตภาพจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เพียงแต่เรานิยมประเมินประสิทธิภาพจากระบบการผลิตและการดำเนินงานของธุรกิจ โดยเฉพาะประสิทธิภาพของเครื่องจักร หรือแรงงาน แต่เรามักจะพิจารณาผลิตภาพในมุมมองที่กว้างขวางกว่า โดยพิจารณาจากองค์รวมของระบบ และศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในหลายมิติ อย่างไรก็ดีหากธุรกิจสามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะนำไปสู่ผลิตภาพในการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้เรายังอาจจะวัดผลิตภาพได้จากอัตราส่วนระหว่างประสิทธิภาพและประสิทธิผลของธุรกิจ

ธุรกิจ การดำเนินงาน และความได้เปรียบในการแข่งขัน

เราจะเห็นว่าการดำเนินงานและการแข่งขันขององค์การธุรกิจในปัจจุบัน มีความหลากหลายและซับซ้อนกว่าในอดีตมาก เพราะนอกเหนือจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง กฎหมาย และการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมแล้ว ธุรกิจยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมในระดับโลก แรงผลักดันของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และความต้องการของลูกค้า ซึ่งนับวันก็จะทวีความแตกต่างและรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้องค์การไม่สามารถดำเนินงานแบบวันต่อวัน โดยพยายามทำงานให้ดีที่สุดในวันนี้เพียงเท่านั้น แต่องค์การในอนาคตจะต้องดำเนินงานให้ดีเยี่ยมในวันนี้ และจะต้องทำด้วยความรู้และความเข้าใจ อันจะนำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันในนานาประเทศ โดยที่ Jack Welch นักบริหารที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาในช่วยปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหาร (Chief Executive Officers) หรือ CEOs ของบริษัท General Electric หรือ GE ได้กำหนดหลักการของ GE (GE’s Principles) ซึ่งช่วยให้องค์การกำหนดกลยุทธ์และเป็นผู้นำในการแข่งขันระดับโลกดังต่อไปนี้

1) ควบคุมชะตาชีวิตของตนเอง ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะทำ (Control your destiny or someone else will)
2) ยอมรับความจริง (Face reality)
3) เปิดเผย เป็นตัวของตัวเอง หรือ “โปร่งใส” กับทุก ๆ คน (Be candid with everyone)
4) อย่าเพียงแต่บริหาร แต่ต้อง “นำ” (Don’t manage, lead)
5) เปลี่ยนแปลงก่อนที่จะถูกเปลี่ยน (Change before you have to)
6) “อย่าลงแข่ง” ถ้าคุณไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน (If you don’t have a competitive advantage, don’t compete)

หลักการทั้งหมดของ GE จะเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลให้ทุก ๆ ธุรกิจของ GE จะต้องเป็นที่หนึ่ง หรือที่สองในตลาดโลกเท่านั้น (Every GE business has to be number one or two in the global market) นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต ส่งผลให้การทำธุรกิจในสหัสวรรษนี้มีความแตกต่างจากรูปแบบการทำธุรกิจเดิมอย่างสิ้นเชิง ทำให้ชัยชนะหรือความสำเร็จในอดีตอาจจะไม่ใช่เครื่องกำหนดความสำเร็จในอนาคต ซ้ำร้ายยังอาจจะเป็นพันธนาการที่เหนี่ยวรั้งธุรกิจจากความเจริญก้าวหน้าและอาจจะสร้างความหายนะให้แก่ธุรกิจ ทำให้ผู้บริหารในทุก ๆ องค์การต้องคิดใหม่ ทำใหม่ โดยนอกจากจะคิดเร็ว ทำเร็วแล้ว ผู้บริหารยังต้องตัดสินใจและทำงานอย่างมีคุณภาพด้วย ตลอดจนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างอนาคตขององค์การ ผ่านการกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์การแข่งขัน ถ้าองค์การไม่กำหนดวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และแนวทางปฏิบัติใหม่ ธุรกิจอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือล้มเลิกไป ซึ่ง Hamel และ Prahalad (1995) ได้กล่าวถึงการมีสายตายาวไกลในอุตสาหกรรม (Industry Foresight) ที่ผู้บริหารจะต้องตอบคำถามสำคัญในการสร้างอนาคตของธุรกิจ 3 ข้อ คือ

1) ธุรกิจควรจะแสวงหาคุณค่า/ประโยชน์ใหม่ ๆ ในรูปแบบใดมานำเสนอต่อผู้บริโภคในอีก 5 ปี 10 ปี หรือ 15 ปีข้างหน้า
2) ธุรกิจจะต้องสร้าง พัฒนา หรือจัดหาความรู้และความสามารถแบบใด เพื่อที่จะสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ผู้บริโภค
3) ธุรกิจควรจะมีรูปแบบการดำเนินงาน และการติดต่อสัมพันธ์กับลูกค้าในอนาคตอย่างไร

เราจะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจและคำแนะนำของผู้บริหารและนักวิชาการที่มีชื่อเสียง ได้สะท้อนให้เห็นว่าการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจในอนาคต ทำให้องค์การไม่เพียงแต่ต้องมีความได้เปรียบในการแข่งขันในวันนี้ แต่จะต้องสามารถธำรงรักษา และพัฒนาความสามารถในการแย่งส่วนแบ่งของโอกาสในอนาคตด้วย จากการดำเนินงานที่มีคุณภาพในปัจจุบัน และความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายในระยะยาว
 
Copyright Define Total Quality Management All Rights Reserved