ADVERTISEMENT
Showing posts with label TQM. Show all posts
Showing posts with label TQM. Show all posts

Monday, September 23, 2019

ที่มาของแนวคิดเรื่อง TQM

แนวคิด TQM ถูกคิดค้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย W.Edwards Deming เพื่อปรับปรุงคุณภาพการผลิตสินค้าและบริการ แต่ชาวอเมริกายังไม่ได้มีการนำมาใช้อย่างจริงจัง

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1950 ประเทศญี่ปุ่นซึ่งในขณะนั้นกำลังประสบปัญหาอย่างมากในเรื่องคุณภาพของสินค้า ซึ่งไม่ได้มาตรฐาน จึงได้นำแนวคิด TQM มาใช้ปรับปรุงและพัฒนา ทำให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดีขึ้น จากสินค้าที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นนั้นจะถือเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ กลายเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดจนกลายเป็นสินค้าชั้นหนึ่ง จากนั้นประเทศสหรัฐอเมริกาจึงได้เล็งเห็นความสำคัญของ TQM และเริ่มกลับมาสนใจในเรื่องการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องอีกครั้งหนึ่งในปี 1980 ส่วนในประเทศไทยเองนั้นเริ่มมีการพูดถึงหลักการดังกล่าวตั้งแต่ราวๆ ปี 1985 (Mehrotra, 2007)

Friday, December 30, 2011

TQM กับองค์การคุณภาพ

องค์การคุณภาพ (Quality Organization) หมายถึง องค์การที่สามารถสร้างคุณภาพให้เกิดขึ้น ในทุกกระบวนการ ทุกขั้นตอน และทุกระดับขององค์การ ซึ่งจะสร้างสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพออกสู่มือของลูกค้า โดย องค์การคุณภาพจะไม่ใช่ระดับหรือสถานะที่คงที่ เพราะคุณภาพจะมีความพลวัตสูง แต่องค์การจะต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า และสามารถทำสิ่งที่ท้าทายอย่างสร้างสรรค์ ถึงแม้เราจะไม่สามารถประเมินระดับของการเป็นองค์การคุณภาพองค์การต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม แต่เราพอที่จะกำหนดคุณสมบัติขององค์การคุณภาพ จากเกณฑ์การพิจารณาให้รางวัลคุณภาพ Malcolm Baldrige (Malcolm Baldrige Quality Award) หรือ MBQA ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีปัจจัยสำคัญในการพิจารณา คือ

1) ภาวะผู้นำ (Leadership)
2) สารสนเทศและการวิเคราะห์ (Information and Analysis)
3) การวางแผนคุณภาพเชิงกลยุทธ์ (Strategic Quality Planning)
4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการจัดการ (Human Resource Development and Management)
5) การจัดการกระบวนการคุณภาพ (Management of Process Quality)
6) คุณภาพและผลการดำเนินงาน (Quality and Operational Results)
7) การให้ความสำคัญและการติดต่อกับลูกค้า (Customer Focus and Discussion)

ในทางปฏิบัติ องค์การคุณภาพไม่ได้เกิดจากการประยุกต์เทคนิคการบริหาร และการประกันคุณภาพในองค์การเท่านั้น แต่องค์การคุณภาพจะเกิดขึ้นจากการสร้างวัฒนธรรมของ TQM (TQM Culture) เข้าไปในองค์การ โดยการเปลี่ยนความเข้าใจ กระบวนทัศน์ และทัศนคติของสมาชิกทุกคนในองค์การ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ โดยให้ความสำคัญกับลูกค้า และเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centered) ผ่านการทำงานแบบมีส่วนร่วม เคารพในสิทธิ ความรู้ ทักษะความสามารถและประสบการณ์ของบุคคล ตลอดจนให้ความสำคัญกับอนาคต และความต้องการในระยะยาวขององค์การ โดยการสร้างคุณค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อไปสู่ความเป็น องค์การคุณภาพสมบูรณ์แบบ (Total Quality Organization)

Deming กับ TQM

ผู้เขียน (ดร.ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์) โชคดีที่มีโอกาสได้รับฟังการบรรยายของ ศาสตราจารย์ ดร. William Edward Deming หรือที่เรารู้จักในชื่อของ ดร. Deming ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตในปี 1993 ซึ่งเป็นการเปิดโลกทัศน์ขึ้นอีกระดับ ทำให้เข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของการที่ทุกองค์การต้องมีคุณภาพเป็นพื้นฐานในการดำเนินงาน มีคุณภาพเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ และต้องใช้คุณภาพสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน แม้กระทั่งสังคมและประเทศชาติก็ต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ ไม่เช่นนั้นจะถูกคู่แข่งขันก้าวทัน แซงไปข้างหน้า ทิ้งไว้ข้างหลัง และล่มสลายลงท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่รุนแรง ทำให้ผู้เขียนเห็นความสำคัญและต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างความเข้าใจในหลักการ ปรัชญา และกรอบความคิดของการจัดการคุณภาพที่มีความสำคัญ จำเป็น และต้องบูรณาการเข้าไปกับการดำเนินงานในทุกระดับของระบบ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน องค์การ สังคม หรือประเทศ ถ้าเราต้องการจะอยู่รอด เติบโต และพัฒนาเป็นผู้นำ หรือรักษาความเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

รู้จักกับ Deming คนธรรมดาที่เปลี่ยนโลก
William Edwards Deming เกิดวันที่ 14 ตุลาคม 1900 ที่เมือง Sioux รัฐ Iowa สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Wyoming ปริญญาโททางวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Colorado และปริญญาเอก สาขาคณิตศาสตร์ฟิสิกส์ (Mathematical Physics) จากมหาวิทยาลัย Yale ในปี 1928 ดร. Deming เริ่มงานกับกระทรวงเกษตร (Department of Agriculture) ในปี 1927 ในตำแหน่งนักคณิตศาสตร์และสถิติศาสตร์ ในปี 1939 ดร. Deming ย้ายมาเป็นที่ปรึกษาด้านการสุ่มตัวอย่างของสำนักงานสำมะโนประชากร (Bureau of the Census) ปี 1946 เริ่มสอนหนังสือที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย New York (N.Y.U.) และสอนหนังสือจนถึงปี 1993

ตั้งแต่ปี 1950 ดร. Deming เริ่มรับเชิญเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาให้กับอุตสาหกรรมในประเทศญี่ปุ่น ผ่านสหภาพนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรญี่ปุ่น (Japanese Union of Scientists and Engineers) หรือ JUSE ทำให้อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ปี 1951 JUSE เริ่มการมอบรางวัลคุณภาพ Deming (Deming Prize of Quality) ให้แก่ธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องการ และเริ่มต้นก่อนรางวัลคุณภาพ Malcolm Baldrige (Malcolm Baldrige National Quality Award) หรือ MBNQA ในสหรัฐอเมริกาหลายสิบปี จนกระทั่วปี 1980 ดร. Deming เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวอเมรัน หลังร่วมรายการ ถ้าญี่ปุ่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ (If Japan Can, Why Can’t We ?) ของสถานีโทรทัศน์ NBC และเริ่มสัมมนาระยะเวลา 4 วันในการพัฒนาคุณภาพและผลิตภาพขององค์การ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริหารทั้งภาคราชการและเอกชน มีผู้ร่วมสัมมนาปีละ 20,000 คน และดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 1993 ที่ ดร. Deming เสียชีวิตลงในวันที่ 20 ธันวาคม รวมอายุ 93 ปี

เราคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “คนเราจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน” แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีอาวุโสและสมควรต่อการเคารพนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่อายุของเขาเพียงอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ความรู้และผลงานของเขาที่มีต่อคนทั่วไป สำหรับ ดร. Deming แล้วท่านเป็นบุคคลพิเศษที่มีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อวงการธุรกิจ และประเทศจนวารสุดท้าย ผ่านการเสนอปรัชญาการบริหารแบบ Deming ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพในทุกระดับ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และคุณภาพชีวิตในสังคม ดังนั้นเราอาจจะกล่าวได้ว่า William Edwards Deming คนธรรมดาที่สร้างความแตกต่างให้แก่ธุรกิจและโลกอนาคต

TQM กับการบริหารคุณภาพแบบเดิม

เราจะเห็นว่า TQM ไม่ใช่เพียงแค่เทคนิคการจัดการคุณภาพในความหมายที่แคบอย่างที่เราเคยรู้จักกัน แต่ TQM จะเป็นทั้งปรัชญา กรอบความคิด และวิธีการบริหารเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความสามารถในการแข่งขันของทั้งองค์การ ซึ่งจะต้องสร้างความเป็นเอกภาพและความคล่องตัวของระบบ โดยเราสามารถประยุกต์ TQM ได้กับทั้งธุรกิจการผลิตและบริการ หน่วยราชการ และองค์การไม่หวังกำไร เพื่อหล่อหลอมสมาชิกให้ร่วมกันไปสู่เป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ของธุรกิจ ซึ่ง TQM จะมีความแตกต่างจากการจัดการหรือควบคุมคุณภาพทั่วไปดังนี้



ตารางที่ 4 – 2 แสดงให้เห็นว่า มุมมองแบบดั้งเดิมที่คุณภาพเป็นหน้าที่หนึ่งหรือหน่วยงานหนึ่งในองค์การ ซึ่งมีผู้ปฏิบัติงานรับผิดชอบประจำ จะไม่เพียงพอต่อการทำธุรกิจให้แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแตกต่างจาก TQM ซึ่งเป็นระบบคุณภาพที่แทรกอยู่ในทุกการดำเนินงาน และลมหายใจเข้าออกขององค์การ ซึ่งต้องตระหนักถึงความสำคัญของคุณภาพ เรียนรู้จากปัจจัยแวดล้อม และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ดังที่ Oakland (1993) กล่าวว่า เราไม่สามารถจะมองข้ามความสำคัญในการนำคุณภาพ มาเป็นอาวุธเชิงกลยุทธ์ขององค์การและผู้บริหารในหลายองค์การได้นำ TQM มาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเพื่ออนาคต

ความหมายของ TQM

Total Quality Management หรือ TQM ซึ่งมีผู้แปลเป็นไทยทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการไว้หลายคำ เช่น การบริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จ การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์การ และการบริหารคุณภาพแบบองค์รวม เป็นต้น แต่ถ้าจำเป็นผู้เขียนชอบเรียกชื่อไทยของ TQM ว่า การจัดการคุณภาพโดยรวม อย่างไรก็ดีผู้เขียนกลับนิยมเรียกว่า TQM เพราะไม่ต้องการแปลอังกฤษเป็นไทย และแปลไทยกลับเป็นอังกฤษให้ยุ่งยาก หรือไม่ต้องถกเถียง หรือทำ Workshop ว่าชื่อไหนถูกต้อง และเหมาะสมกว่ากันให้เสียเวลา เพราะไม่ว่า TQM จะมีชื่อไทยว่าอะไร ก็ขอให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิด ปรัชญา และสามารถนำ TQM มาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพดีกว่า

ถ้าพิจารณาความหมายภาษาอังกฤษ เราจะพบว่า Total แปลว่า ทั้งหมด สมบูรณ์ เต็มที่ เด็ดขาด Quality แปลว่า คุณภาพ และ Management แปลว่า การจัดการ โดยผู้เขียนจะไม่เสียเวลาอธิบายความหมายของแต่ละคำ แต่ถ้าเราแปล TQM รวมกันเป็นภาษาไทยจะได้ความว่า การจัดการคุณภาพที่มีความสมบูรณ์/เต็มที่/เด็ดขาด ซึ่งไม่สามารถอธิบายความหมายที่สมบูรณ์ของ TQM ได้ โดยเฉพาะความหมายที่มีพลวัต มีพัฒนาการ และมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะคำว่า TQM แท้จริงแล้วจะมีความหมายที่กว้างขวางและปรับตัวยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น เราอาจจะอธิบายความหมายของ TQM ว่า เป็นวัฒนธรรมขององค์การที่สมาชิกทุกคนต่างให้ความสำคัญ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการดำเนินงานขององค์การอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งที่จะตอบสนองความต้องการ และสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะสร้างโอกาสทางธุรกิจ ความได้เปรียบในการแข่งขันและพัฒนาการที่ยั่งยืนขององค์การ ซึ่งเราสามารถอธิบายได้ดังแบบจำลองต่อไปนี้



รูปที่ 4 – 1 แสดงให้เห็นว่า TQM ประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ


1. การให้ความสำคัญกับลูกค้า (Customer Oriented)
เราอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ลูกค้า (Customer)” เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด และ ความมุ่งหมายอย่างเดียวของธุรกิจ คือ การสร้างและรักษาลูกค้า ของ Peter F. Drucker ปรมาจารย์ด้านการบริหารธุรกิจร่วมสมัย (Modern Business Management Guru) ที่กระตุ้นให้เราคิดว่าธุรกิจสามารถดำรงอยู่ได้ เพราะลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการ และไม่ว่าธุรกิจของเราจะใหญ่แค่ไหน หรือลงทุนมากเพียงใด ถ้าไม่สามารถขายสินค้าหรือบริการให้แก่ลูกค้าเป้าหมายได้ ธุรกิจนั้นก็ไร้ซึ่งอนาคต
เราสามารถกล่าวได้ว่า ลูกค้าคือคุณภาพ และคุณภาพก็คือลูกค้า ดังนั้นพนักงานในองค์การธุรกิจทุกคน จึงต้องมีสำนึกในการปฏิบัติงานของเขาในทุกขั้นตอนว่า เราต้องสร้างผลงานที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า ไม่ใช่เพื่อเอาใจเจ้านายเท่านั้น เพราะลูกค้าเป็นผู้ให้เงินเดือน ความสุข และความมั่นคงในชีวิตแก่เรา ลูกค้าจึงมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในทุก ๆ องค์การ ทำให้ธุรกิจต้องติดตาม เรียนรู้ และพยายามคิดแบบลูกค้า ตลอดจนให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการดำเนินงานและการแก้ไขปัญหาของธุรกิจ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการ สร้างความพอใจ และความชื่นชมจากลูกค้าได้อย่างแท้จริง



นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับลูกค้าจะไม่ถูกจำกัดอยู่ที่ลูกค้าจริง ๆ หรือที่เรียกว่า “ลูกค้าภายนอก (External Customer)” ที่ซื้อสินค้าหรือบริการของธุรกิจเท่านั้น แต่จะขยายตัวครอบคลุมไปถึงพนักงาน หรือหน่วยงานที่อยู่ถัดไปจากเรา ซึ่งรอรับผลงานหรือบริการจากเรา ที่เรียกว่า “ลูกค้าภายใน (Internal Customer)” โดยเราจะทำหน้าที่เป็น “ผู้ส่งมอบภายใน (Internal Supplier)” ในการส่งมอบผลงานและสร้างความพอใจให้แก่พวกเขา ซึ่งจะสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันเป็น “ห่วงโซ่คุณภาพ (Quality Chain)” จากผู้ขายวัตถุดิบ (Supplier) ผู้ส่งมอบ และลูกค้าภายใน ไปจนถึงลูกค้าภายนอกที่ซื้อสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพของธุรกิจ โดยความสัมพันธ์จะต้องเป็นระบบที่สอดคล้อง ส่งเสริม และต่อเนื่องกันอย่างเหมาะสม ถ้าโซ่ห่วงใดมีความบกพร่อง ก็จะทำให้การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพขาดความสมบูรณ์ และสร้างปัญหาขึ้น ดังนั้นพนักงานทุกคนจึงต้องมีสำนึกแห่งคุณภาพ และความเป็นเลิศ (Excellence) ไม่ทำงานให้เสร็จแบบขอไปที แต่ต้องระลึกเสมอว่าผลงานของเขาจะมีผลกระทบต่อคุณภาพของสินค้า หรือบริการที่ธุรกิจส่งมอบให้แก่ลูกค้า ถ้าผลงานของเขามีปัญหาก็จะส่งผลให้การดำเนินงานในขั้นตอนต่อไปมีอุปสรรค และทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าหรือบริการที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งจะมีผลกระทบในด้านลบย้อนกลับมาที่เขาในที่สุด



2. การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Continuous Improvement)

โลกพัฒนาก้าวหน้าขึ้นทุกวินาที นวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ องค์การที่หยุดการพัฒนาก็เหมือนการก้าวถอยหลัง เพราะคนอื่นที่ตามมาจะก้าวทัน แซงหน้า และทิ้งให้เราอยู่ข้างหลังและแห้งตายไป การพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะก่อให้เกิดโมเมนตัม (Momentum) ซึ่งจะทำให้การก้าวไปข้างหน้าของธุรกิจสะดวก คล่องตัว และมีประสิทธิภาพขึ้น สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาระบบงานที่ซับซ้อนและครอบคลุมทั้งองค์การ ซึ่งต้องทำในทุกระดับและขั้นตอน โดยองค์การที่ทำ TQM จะต้องกล้าตัดสินใจ แก้ไขปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะไม่มีโอกาสแม้จะดำรงอยู่ต่อไปในสังคม ซึ่งเราสามารถดำเนินงานได้ดังนี้
2.1 ศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนข้อมูลการดำเนินงานและสภาพแวดล้อมเพื่อหาแนวทางในการพัฒนา และปรับปรุงคุณภาพของระบบและผลลัพธ์อย่างสร้างสรรค์ และต่อเนื่อง
2.2 พยายามหาวิธีในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาการดำเนินงานที่เรียบง่ายแต่ให้ผลลัพธ์สูง
2.3 ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานอย่างเป็นระบบ เป็นธรรมชาติ และไม่สร้างความสูญเสียจากการตรวจสอบ

3. สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วม (Employees Involvement)
ตั้งแต่พนักงานระดับปฏิบัติการ จนถึงหัวหน้าคณะผู้บริหาร (Chief Executive Officers) หรือ CEOs ที่ไม่ใช่เพียงปฏิบัติงานแบบขอไปทีเท่านั้น แต่ต้องมีความเข้าใจและยอมรับในการสร้างคุณภาพสูงสุดให้เกิดขึ้น ไม่เฉพาะบุคคลในหน่วยงาน แต่ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมมือกันในการพัฒนาคุณภาพของธุรกิจอย่างสอดคล้องและลงตัว โดยมองข้ามกำแพงหรือฝ่าย/แผนกที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนต้องปฏิบัติงานในฐานะสมาชิกขององค์การคุณภาพเดียวกัน เพื่อให้สมาชิกสามารถทำงานให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น และถูกต้องเสมอ (Do it right the first time and every time) โดยอาจจะจัดตั้งทีมงานข้ามสายงาน (Cross Functional Team) เข้ามาร่วมรับผิดชอบในการดำเนินงาน และพัฒนาคุณภาพของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยทีมงานจะเป็นกลจักรสำคัญในการผลักดันธุรกิจไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ
ดังนั้นเราอาจจะสรุปได้ว่า TQM หมายถึง การจัดการเพื่อให้เกิดคุณภาพที่สมบูรณ์สำหรับลูกค้า ซึ่งต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกคนในองค์การ ซึ่งจะเป็นการบริหารงานที่พลวัตและพัฒนาไม่หยุดยั้ง มิใช่การดำเนินงานแบบครั้งต่อครั้ง หรือทำงานให้ดีกว่าคนอื่นก็พอแล้ว เราจะเห็นว่า TQM จะมีขอบเขตที่กว้างขวางในการดำเนินงาน ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าการสร้างหลักประกันในคุณภาพของสินค้าหรือบริการ แต่ TQM จะเป็นแนวทางในการบริหารกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อสร้างความพอใจให้แก่ผู้บริโภคอย่างสมบูรณ์ในทุกขั้นตอน ทั้งภายในและภายนอกองค์การ (Oakland, 1993)

TQM

กระแสของการตื่นตัวในการดำเนินงานอย่างมีคุณภาพ ทำให้ผู้บริหารขององค์การ
ต่าง ๆ มองเห็นความสำคัญและใส่ใจในการพัฒนาคุณภาพของทั้งองค์การ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เมื่อเราพูดถึงเรื่อง “คุณภาพ” และ “การจัดการคุณภาพ” ยังมีคนอีกหลายคนมักจะบอกว่า เขามีความเข้าใจดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมและทำความเข้าใจอะไรมากมาย ไม่ต้องมาสั่งสอนกัน แต่เมื่อปล่อยให้บุคคลเหล่านั้นปฏิบัติงานเอง ก็เกิดความผิดพลาด และความสูญเสียอยู่เสมอ ทั้งที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นอกจากนี้เมื่อผู้เขียนถามคำถามเจาะลึกลงไปเรื่อย ๆ หลายคนอาจจะเข้าใจถึงคุณภาพในมุมมองที่แคบและเจาะจง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับส่วนอื่น ๆ ขององค์การ หลายคนอาจจะไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจเรื่องคุณภาพ ยิ่งเรื่องของ TQM ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ “เหมือนตาบอดคลำช้าง” มักจะตอบแต่ PDCA แต่ไม่ทราบว่าคืออะไร และใช้งานจริง ๆ อย่างไร ทั้งที่ TQM เป็นหลักการบริหารที่มีความหมายบูรณาการเข้ากับทุกส่วนขององค์การ เพื่อแก้ปัญหาสร้างคุณค่าเพิ่ม และคุณประโยชน์ต่อองค์การอย่างมหาศาล โดยเฉพาะถ้าธุรกิจต้องการจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการแข่งขัน โดยก้าวข้ามระดับของการควบคุมต้นทุน และการปรับโครงสร้างองค์การเช่นในปัจจุบัน ที่เพียงแต่รักษาสถานะของธุรกิจ แต่ไม่ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนในอนาคต TQM จึงเป็นทางเลือกและแนวปฏิบัติที่เป็นไปได้ในการฉุดธุรกิจให้ก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
 
Copyright Define Total Quality Management All Rights Reserved